17.05.08 | Member | Suggestion | Site Map   
Main  |  News  |  DiveSite |  Freeflow   |  Let's Dive |  Diving Gear |  Links   
 Dive History | มาเรียนดำน้ำกันเถอะ | เรียนดำน้ำที่ไหนดี | ผู้หญิงกับการดำน้ำ | เรื่องเล่านักดำน้ำ


       ในปัจจุบันมีนักดำน้ำผู้หญิงเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากเมื่อเทียบกับหลายปีก่อน ซึ่งจาก สถิติที่ผ่านมา พบว่าราว
40 %ของจำนวนนักดำน้ำที่มาเรียนเป็นผู้หญิง  ทั้งนี้ก็เพราะกีฬาดำน้ำไม่ได้เป็นกีฬาที่จำกัดไว้   เฉพาะคนที่มีร่างกาย
แข็งแกร่งแบบผู้ชายเท่านั้น โลกใต้น้ำเปิดกว้าง สำหรับนักดำน้ำทุกเพศทุกวัยที่มีความรักและหลงใหลในผืนน้ำ   และ
ธรรมชาติใต้ทะเลอยู่ เสมอ ถึงแม้ว่าธรรมชาติจะสร้างให้ผู้ชายมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงกว่าผู้หญิง แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เกิด
เป็น ความแตกต่างกันใน ด้านความสามารถของการดำน้ำ เพราะเมื่อนักดำน้ำสวมอุปกรณ์อยู่ใต้น้ำแล้วน้ำที่อยู่  รอบ ๆ
 ตัวเราจะเป็นตัวพยุงน้ำหนักเหล่านั้นไว้ หรือแม้กระทั่งขณะที่ขนย้าย อุปกรณ์บนบก เราก็มีเครื่องทุ่นแรงหลาย อย่างที่
สามารถ ดัดแปลงมาใช้ช่วยขนของได้เช่น รถเข็น รถลากกระเป๋า และเพื่อนดำน้ำชาย

 
       เรามักจะพบเสมอว่านักดำน้ำผู้หญิงใช้อากาศหายใจใต้น้ำน้อยกว่านักดำน้ำผู้ชาย ทั้งนี้ก็เพราะว่าหัวใจ และปอดของ ผู้หญิงมีขนาดเล็กกว่าผู้ชายทำ
ให้การหายใจโดยใช้อากาศเพียง เล็กน้อยก็มีประสิทธิภาพดีพอๆ กับการที่ผู้ชายหายใจด้วยอากาศในปริมาณที่  มากกว่า อย่างไร ก็ตาม  ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เกี่ยว
ข้องกับการทำงานของระบบหายใจด้วยนั่นคือ อัตราการเต้นของ หัวใจหรือที่เราเรียกว่า ชีพจร ซึ่งพบว่าชีพจรของผู้หญิงค่อนข้างที่จะเต้นเร็วกว่าผู้ชายเล็กน้อย
(ประมาณ 70-80 ครั้ง/นาที ในขณะที่ชีพจรของผู้ชายเต้นประมาณ 60-70 ครั้ง/นาที) ด้วยเหตุนี้ ผู้หญิงจึงควรระมัดระวังในการออกแรงมากเกินไปในเวลาสั้นๆ
เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายต่อการเต้นของหัวใจเร็วเกินไป    มีข้อแนะนำเพื่อป้องกันเหตุการณ์เช่นนี้คือ   ควรออกกำลังอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ร่างกายอยู่ใน
สภาพที่แข็งแรงและสมบูรณ์ในการดำน้ำนี้ผู้หญิงจึงควรฝึกอย่าง ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป เพื่อป้องกันการใช้แรงมากเกินไปอย่างฉับพลัน

 
       คำถามที่คุณสุภาพสตรีมักจะสงสัยอยู่เสมอก็คือ  ในช่วงวันนั้นของเดือนจะลงดำน้ำได้  หรือไม่  (หลายคนคงกลัวว่าตัวเองจะกลายเป็นเหยื่อล่อ
ฉลาม)
คำตอบก็คือสามารถดำได้ถ้า หากร่างกายของคุณรู้สึกสบายดี แต่บางคนที่มีอาการปวดศรีษะหรืออาการไม่สบายอื่นๆ ร่วมด้วยก็ควรจะงดลงดำน้ำในช่วง
วันแรกๆ  ของรอบเดือนจนกว่าจะรู้สึกเป็นปกติ  เพราะไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวันไหนของเดือนก็ตามความสมบูรณ์ของร่างกายย่อมเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของการดำ
น้ำอย่างมีความสุข

 
       ข้อควรปฏิบัติอีกอย่างหนึ่งสำหรับคุณสุภาพสตรีที่ปรารถนาจะดำน้ำด้วยความอบอุ่นใจ และอบอุ่นกายก็คือ    พยายามรักษาร่างกาย  ให้อบอุ่นอยู่
เสมอ โดยใส่ชุดสำหรับดำน้ำ  เช่น  WET SUIT  ที่มีขนาดพอดีกับตัว   และป้องกันการสูญเสียความร้อนออกจากร่างกายได้เป็นอย่างดี  ถึงแม้ว่าผู้หญิงจะมีชั้น
ไขมันใต้ผิวหนังที่ช่วย   กักเก็บความร้อนให้แก่ร่างกายไว้มากกว่าผู้ชายก็ตาม  แต่เมื่อเทียบพื้นที่ผิวของร่างกายที่เป็นส่วนระบายความร้อนออกจากตัวได้นั้น
ผู้หญิงมักจะมีพื้นที่ผิวของตัว  มากกว่าผู้ชาย    เมื่อเทียบกับน้ำหนักตัว  ทำให้ร่างกายสูญเสียความร้อนได้เร็วกว่าผู้ชาย  นอกจากนี้  ขณะที่มีการออกกำลังกาย
ความร้อนที่เกิดขึ้นภายในกล้ามเนื้อก็จะ มีสัดส่วนมากน้อยตามขนาดของกล้ามเนื้อด้วย   อย่างที่ทราบกันดีว่าผู้หญิงมักจะมีกล้ามเนื้อเล็กกว่าผู้ชายความร้อนที่
ถูกสร้าง ขึ้นระหว่างที่กล้ามเนื้อทำงานจึงอาจจะมีไม่มากพอที่จะทำให้ร่างกายอบอุ่น  ในขณะที่ดำน้ำอยู่นั้นผู้หญิงอาจจะรู้สึกหนาวได้เร็วกว่าผู้ชาย  ถ้าหากพบว่า
ตัวเอง เป็นคนที่หนาวง่ายกว่าคนอื่นๆ ก็จงอย่าลังเลที่จะใส่ชุด WET SUIT แม้ว่านักดำน้ำคนอื่นๆ จะใส่เพียงเสื้อยืด กางเกงขาสั้น หรือชุด  BODY   SU  บางก็
ตาม และขณะที่พักอยู่ที่ผิวน้ำให้เปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าแห้ง หาที่กำบังลมและหาเครื่องดื่มอุ่นๆ เพื่อทำให้ร่างกายเกิดความอบอุ่น มากที่สุด

 
       โรคเบนด์ (Decompression Sickness or Bends) เป็นโรคที่อาจจะเกิดขึ้นกับผู้หญิงได้ มากกว่าผู้ชาย   ด้วยเหตุผลประการแรก   คือ   ผู้หญิง
มีเนื้อเยื่อไขมันมากกว่าผู้ชาย และไขมันนี้ก็มีคุณสมบัติที่สามารถดูดซึมก๊าซไนโตรเจนไว้ได้มาก อีกประการหนึ่งก็คือ   ขณะที่มีรอบเดือนภายในช่องท้องจะมี
ลักษณะของการบวมน้ำ   และการเพิ่มปริมาณของของเหลวเกิดขึ้น    ซึ่งอาจจะเป็นการเพิ่มโอกาสให้ก๊าซไนโตรเจนถูกดูดซึมมาเก็บเอาไว้ที่เนื้อเยื่อส่วนนี้ได้
มากขึ้น  แต่เท่าที่มีการศึกษามาก็ยังไม่มีการยืนยันที่แน่ชัดในข้อสันนิฐานเหล่านี้  เพราะโอกาสที่จะเป็น เบนด์ได้นั้น ยังมีปัจจัยต่างๆ อีกมาก  วิธีป้องกัน ที่ดี
ที่สุดก็คือการดำน้ำตามหลักของตารางดำน้ำ (แม้ว่าจะใช้ Dive Computer) และพยายามหยุดพักน้ำที่ระดับความลึก 15  ฟุต ทุกครั้งก่อนขึ้นสู่ผิวน้ำนักดำน้ำหญิง
บางท่านอาจอยู่ในช่วงของการคุมกำเนิด  อาจจะไม่ สะดวก ใจที่จะลงดำน้ำในระดับลึกในขณะที่มีการคุมกำเนิดด้วยวิธี IUD (Intrauterine Device)  ซึ่งจะมีการ
ใส่อุปกรณ์บางอย่างอยู่ภายในช่องท้อง ทำให้รู้สึกไม่สบายกาย   และใจ  เมื่อต้องลงไปอยู่ภายใต้ความกดดันของน้ำ อาจจะเปลี่ยนมาใช้วิธีกินยาเม็ดคุมกำเนิด
แทนก็ได ้และจากการศึกษาผลของยาเม็ดคุมกำเนิดเหล่านี้ก็พบว่าปริมาณ   ฮอร์โมนที่มีอยู่นั้นมีไม่มากพอที่จะทำให้เกิดอันตราย  อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษา
แพทย์เพื่อ เลือกวิธีที่ดีที่สุดเฉพาะแต่ละบุคคล

 
       การดำน้ำในขณะที่ตั้งครรภ์ เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยมีใครนึกถึงจนกว่าจะรับบทเป็นคุณแม่ ในบางรายที่ทราบภายหลังจากดำน้ำว่าตัวเองตั้งครรภ์  ก็อาจจะเกิด
ความวิตกกังวลว่าทารกในครรภ์จะเป็นอย่างไรจนกระทั่งคลอด   (สาเหตุของการเกิดความผิดปกติ   บางทีอาจมาจาก ความวิตกกังวล)   ได้มีหน่วยงานทางการ
แพทย์ในต่างประเทศแนะนำไว้ว่าไม่ควรดำน้ำขณะที่ตั้งครรภ์   เพราะยังไม่มีการศึกษากันอย่างจริงจังถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น   จึงสรุปแบบปลอด ภัยไว้
ก่อน อย่างที่ทราบกันดีว่า   ความกดดันเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดปัญหากับสรีระของร่างกายระหว่างการดำน้ำ     ผลกระทบของความกดดันที่อาจเกิดขึ้นกับ
มารดาและทารก

       จึงอาจแบ่งได้ตามหัวข้อดังนี้

       Squeeze   เมื่อเกิดการบีบกดภายในช่องว่าง   อันเป็นผลมาจากความกดดันภายนอก มีมากกว่าความกดดันภายในร่างกายหลายๆ ท่านอาจคิดว่าน่าจะมี
ผลต่อทารกที่อยู่ภายในช่องท้องด้วย แต่ในความเป็นจริงแล้วทารกมีน้ำคร่ำห่อหุ้มอยู่รอบๆ   ตัวไม่มีที่ว่างให้อากาศ อยู่เลย ทารกจึงไม่ได้รับผลกระทบจากการ
เปลี่ยนแปลงความกดดัน ระหว่างที่มารดาดำน้ำอยู่

       Air Embolism เป็นอาการที่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ    นักดำน้ำกลั้นหายใจขณะที่ว่ายขึ้นสู่ผิวน้ำ   (ไม่ว่าจะตั้งครรภ์หรือไม่ก็ตามก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ถ้าท่าน
ดำน้ำขึ้นแบบนี้) หลังจากที่ใช้อากาศจากถังอากาศในการหายใจขณะที่อยู่ใต้น้ำ  ผลที่ตามมาก็คืออากาศในปอดจะขยายตัวขณะที่ขึ้นสู่ผิวน้ำ ทำให้ถุงลมในปอด
มีการฉีกขาด และมีฟองอากาศอุดตันอยู่ตามเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายตามที่หัวใจสูบฉีดโลหิตออกไปนั้น     ถ้าหากมารดาเกิดอาการนี้ขึ้นพบว่า
ทารกจะไม่ได้รับผลกระทบเพราะ ปอดของทารกที่อยู่ในครรภ์ยังไม่ทำงาน และยังไม่มีการหายใจเกิดขึ้นแต่เมื่อต้องนำมารดาเข้ารับการรักษาพยาบาลภายใน
Recompression Chamber ซึ่งจะใช้ความกดดันของก๊าซออกซิเจนที่มีค่าความกดประมาณ 2 ATM (29.4 ปอนด์ ต่อ ตารางนิ้ว) เพื่อทำให้ผู้ป่วยกลับไปอยู่ภายใต้
สภาพความกดดันสูงอีกครั้ง ฟองอากาศที่ขยายตัวอุดตันอยู่ตามเส้นเลือดก็จะกลับมามีขนาดเล็กลง  และไหลเวียนได้จนกระทั่งเลือดที่มีฟองอากาศเหล่านั้นถูก
ส่งกลับมาฟอกที่ปอดอีกครั้ง  ในช่วงของการปรับความกดดันนี้แม้ว่าจะกระทำในช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตามทารกในครรภ์อาจได้รับผลกระทบ จากการได้รับก๊าซออก-
ซิเจนในปริมาณที่มากเกินไป   ทำให้เกิดความผิดปกติต่อพัฒนาการของกล้ามเนื้อส่วนที่อยู่หลังแก้วตาได้   ทารกที่คลอดออกมาจึงอาจมีความผิดปกติเกี่ยวกับ
นัยน์ตา

       Gas Toxicity อากาศที่เราหายใจนั้นมีก๊าซไนโตรเจน และก๊าซออกซิเจน เป็นส่วนประกอบที่สำคัญ ก๊าซไนโตรเจนซึ่งมีปริมาณมากกว่าก๊าซออกซิเจน
ถึง 3 เท่าจะมีผลต่อระบบ ประสาทและการรับรู้ที่ระดับความลึกประมาณ 100 ฟุต ทำให้สูญเสียความสามารถในการควบคุมตัวเอง ส่วนก๊าซออกซิเจนซึ่งผสมอยู่
ในอากาศที่เราหายใจ  ในสัดส่วนที่น้อยกว่าก็จะมีผลกระทบต่อทารกที่ระดับความลึกกว่าคือ ประมาณ 297 ฟุต หรือที่ภายใต้ความกดดันประมาณ 10 ATM แต่
การดำน้ำเพื่อการกีฬาได้ถูกกำหนดไว้ที่ความลึก 130 ฟุต ดังนั้นโอกาสที่ก๊าซออกซิเจนจะเป็นอันตรายต่อนักดำน้ำ และทารกจึงมีน้อยมาก ถ้านักดำน้ำที่กำลัง
ตั้งครรภ์ยังคงรักษากฎการดำน้ำอย่างถูกวิธี สำหรับการขาดก๊าซออกซิเจนไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม  ทารกในครรภ์จะได้รับผลกระทบก็ต่อเมื่อ มารดาหยุดหายใจ
สายรกซึ่ง เป็นทาง ติดต่อส่งอาหาร และก๊าซออกซิเจนจากมารดามายังทารกจะหยุดทำงานเมื่อมีก๊าซออกซิเจนมาเลี้ยงไม่เพียงพอ

       Decompression Sickness ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะผลกระทบที่เกิดขึ้นกับทารกใน กรณีที่มารดาอยู่ในภาวะของการเป็นเบนด์
              - จากการทดลองโดยให้แกะที่ตั้งท้องอยู่ในสภาพความกดดันสูง แต่ไม่ถึงสภาวะที่จะเป็นเบนด์     ได้พบว่าแกะยังคงให้กำเนิดลูกแกะที่มีลักษณะปกติ
รวมทั้งการ ทดลองในภาวะที่เกิดเบนด์ทั้งที่มี และไม่มีการนำแกะเข้าห้องปรับความกดดันผลที่ได้ก็คือ    ลูกแกะที่คลอดออกมายังอยู่ในสภาพปกติ แต่ก็ยังไม่มี
การศึกษาในรายละเอียดที่อาจเกิดขึ้นกับ คนเราโดยตรง
              - ฟองอากาศที่เกิดขึ้นในเนื้อเยื่อของทารก พบว่ามีอัตราการเกิดฟองที่ช้ากว่าในเนื้อเยื่อของมารดา
              - จากการศึกษาพบว่านักดำน้ำที่ตั้งครรภ์ และลงดำน้ำที่ระดับลึกประมาณ 100 ฟุต และ ลึกกว่านั้นมีความเสี่ยงต่อการคลอดบุตรที่มีอาการผิดปกติมาก
กว่าหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่ได้ดำน้ำ


 
       อย่างไรก็ดี เพื่อความปลอดภัยสำหรับทารกในครรภ์   การงดดำน้ำในระหว่างนั้นย่อมเป็นวิธีที่ดีที่สุด  ในขณะที่เรายังไม่ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้
มากนักแต่ ถ้าว่าที่คุณแม่ยังมี ใจรักที่จะดำน้ำ   หรืออยากพาทารกในครรภ์ลงไปเปลี่ยนบรรยากาศ   ก็ควรรักษาระดับความลึกของการดำน้ำไม่ให้ลึกเกินไป
ระดับความลึกที่แนะนำคือ ไม่เกิน  30 ฟุต   (ได้เปลี่ยนจาก 1 บรรยากาศ มาเป็น2 บรรยากาศ) ซึ่งไม่ว่าอย่างไรเมื่อขนาดของครรภ์ขยายมากเกินกว่าที่จะใส่
ชุดดำน้ำได้    ว่าที่คุณแม่ก็จำเป็นจะต้องหยุดดำน้ำไปเองและภายหลังจากคลอดแล้วควรเว้น  ระยะอย่างน้อย 6 อาทิตย์ก่อนที่จะกลับมาดำน้ำอีกครั้งหนึ่ง และ
ข้อแนะนำที่ดีที่สุดสำหรับ กรณีเหล่านี้ก็คือควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำที่เหมาะสมเป็นรายบุคคลไป

Main  |  News  |  DiveSite |  Freeflow   |  Let's Dive |  Diving Gear |  Links



ติดต่อโฆษณา/Advertising ได้ที่ webmaster@thaidiver.com
2002 © Thaidiver.com : Designed & Developed by www.rainmaker.co.th